อย่าไปคิดว่าเราได้สร้างอนุสาวรีย์ที่คงทน
- สมภพ แจ่มจันทร์

- 2 ธ.ค. 2568
- ยาว 1 นาที
พักหลังมานี้ นอกเหนือจากการอ่านวรรณกรรม ผมเสพภาพยนตร์เป็นจำนวนมาก ไม่ใช่เพื่อเรียกร้องความบันเทิงให้กับชีวิต แต่เพื่อขับไล่ความเบื่อหน่ายที่เกาะกุมจิตใจอยู่ออกไป ซึ่งก็ยังไม่สำเร็จเสียทีเดียว หนึ่งในภาพยนตร์ที่ผมได้ดูเมื่อเร็ว ๆ นี้ คือ Living (2022) ผลงานกำกับของ Oliver Hermanus ที่ได้บทภาพยนตร์อันละเมียดละไมจากปลายปากกาของ Kazuo Ishiguro นักเขียนรางวัลโนเบล ที่ดัดแปลงมาจากภาพยนตร์ญี่ปุ่นระดับตำนานเรื่อง Ikiru (1952) ของผู้กำกับชั้นครู Akira Kurosawa พร้อมด้วยการแสดงระดับปรมาจารย์ของ Bill Nighy
หากมองอย่างผิวเผิน Living อาจดูคล้ายนิทานสอนใจตามขนบที่พยายามบอกเล่าบทเรียนชีวิต แต่เนื้อแท้ของมันกลับลึกซึ้งและท้าทายความคิดกว่านั้น ในการอ่านหนังสือหรือดูภาพยนตร์ บางครั้งเราก็ไม่ได้ต้องการคำสอนโต้ง ๆ ว่า บทเรียนหรือแง่คิดที่ได้คืออะไร? แต่เราต้องการพื้นที่ว่างให้ได้ตกผลึกคำตอบนั้นด้วยตนเอง
ภาพยนตร์เรื่อง Living พาเราย้อนกลับไปสู่ลอนดอนปี 1953 สำรวจชีวิตช่วงอัสดงของของมิสเตอร์วิลเลียมข้าราชการระดับสูงสภาเทศมณฑลลอนดอน ผู้เปรียบเสมือนฟันเฟืองที่หมุนวนอย่างไร้ชีวิตชีวามาเนิ่นนาน กระทั่งวันที่เขาตระหนักว่ามะเร็งระยะสุดท้ายกำลังกัดกินเวลาที่เหลืออยู่ เขาจึงเริ่มตั้งคำถามต่อความว่างเปล่าของชีวิตที่ผ่านมา และลุกขึ้นมาไขว่คว้าหา “แก่นสาร” ในวาระสุดท้ายของชีวิต นั่นคือการผลักดันโครงการสร้างสนามเด็กเล่นเล็ก ๆ ในชุมชนที่ถูกระบบราชการแช่แข็งมาอย่างยาวนาน

สิ่งแรกที่น่าชื่นชมคือ การที่ผู้กำกับเลือกใช้ภาษาภาพยนตร์มาถ่ายทอดภาวะ “ตายทั้งเป็น” ของมิสเตอร์วิลเลียมได้อย่างยอดเยี่ยม ผ่านอัตราส่วนภาพแบบเก่า (4:3) และโทนสีที่ดูแห้งแล้ง บรรยากาศในสำนักงานที่เต็มไปด้วยกองเอกสารสูงท่วมหัวนั้นไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงฉากหลัง แต่มันคือสุสานของความฝันและความรับผิดชอบที่ถูกทิ้งร้าง กองกระดาษเหล่านั้นเปรียบเสมือนกำแพงที่กั้นขวางมิสเตอร์วิลเลียมและเพื่อนร่วมงานออกจากการมีชีวิตจริง ๆ การต่อสู้ของเขาจึงไม่ใช่แค่การเผชิญกับโรคร้าย แต่คือการพยายามแหวกว่ายออกจากมหาสมุทรแห่งความเฉื่อยชาที่เขาเองเป็นส่วนหนึ่งของมันมาตลอดชีวิต
ผมเชื่อว่าคุณคงเคยได้ยินเรื่องเล่าประเภท "แสงสุดท้ายของชีวิต" ในทำนองนี้มาก่อน เรื่องราวของคนที่เพิ่งตาสว่างเมื่อใกล้ตาย แล้วลุกขึ้นมาใช้ชีวิตอย่างบ้าคลั่งราวกับไม่เคยมีวันพรุ่งนี้ พยายามสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อชดเชยเวลาที่สูญเสียไป บทเรียนสำเร็จรูปเหล่านี้มักปลุกเร้าให้เราฮึกเหิม อยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงโลกเพื่อทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้ แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน เพราะมายาคติเรื่องการทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่และมีความหมาย นั้นเปรียบเสมือนดาบสองคม มันอาจลวงให้เราหลงคิดไปเองว่าเรากำลังสร้างตำนาน แต่ในความเป็นจริง เราไม่อาจคาดหวังได้เลยว่าโลกจะจดจำหรือให้ค่าสิ่งนั้นในแบบเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เรายึดถือว่าเป็นสาระสำคัญในวันนี้ ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งความเสื่อมสลาย เมื่อเวลาผันผ่าน สิ่งเหล่านั้นย่อมกลายสภาพเป็นเพียงความสามัญธรรมดา หรือเลือนหายไปตามกาลเวลา
ในความคิดของผม ความดีงามที่สุดของ Living ถึงแม้จะสื่อสารออกมาอย่างตรงไปตรงมาอยู่บ้าง คือการที่มันปฏิเสธที่จะผลิตซ้ำความเชื่อที่ว่า “ต้องใช้ชีวิตให้คุ้ม” หรือ Carpe Diem แต่มันกลับกระซิบกับเราเบา ๆ ว่า ให้เจียมตัวต่อกาลเวลาที่แปรผันและความไม่จีรังของสิ่งต่าง ๆ ในเมื่อปลายทางของทุกสรรพสิ่งคือการเสื่อมสลาย คุณค่าของการลงมือทำจึงไม่ได้ผูกติดอยู่กับความคงทนถาวร หรือเป็นที่จดจำของโลก แต่อยู่ที่ความพึงพอใจอันเงียบเชียบในชั่วขณะที่ได้ลงมือทำอะไรบางอย่างจนเสร็จสมบูรณ์
เฉกเช่นบทความที่คุณกำลังอ่านอยู่ในตอนนี้ มันคือผลผลิตของแรงดลใจชั่ววูบหลังดูหนังจบ ผมเขียนมันขึ้นจนเสร็จสิ้นโดยปราศจากความคาดหวังว่ามันจะเป็นงานเขียนชิ้นเยี่ยม ให้แง่คิด หรือต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตใคร มันเป็นเพียงถ้อยคำที่ดำรงอยู่ ณ ชั่วขณะหนึ่ง และเมื่อคุณอ่านจบ มันก็จะกลายเป็นอดีตที่ผ่านเลยไป โดยไม่ทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้ ไม่ต่างเนื้อความจากจดหมายที่มิสเตอร์วิลเลียมทิ้งไว้ให้ปีเตอร์ข้าราชการหนุ่มผู้ยังเปี่ยมด้วยไฟฝัน

“ผมไม่อยากดูถูกสนามเด็กเล่นของเรา แต่ผมอยากบอกคุณว่าถึงอย่างไรเสีย มันก็เป็นเรื่องเล็กน้อย และอีกไม่นาน มันจะเป็นเหมือนเรื่องเล็กน้อยอื่น ๆ นั่นคือชำรุดทรุดโทรม หรือถูกแทนที่ด้วยเรื่องที่ใหญ่กว่า… พูดง่าย ๆ ก็คือ อย่าไปคิดว่าเราได้สร้างอนุสาวรีย์ที่คงทน”
แม้สนามเด็กเล่นจะเป็นผลงานสุดท้ายในชีวิตของเขา แต่มิสเตอร์วิลเลียมก็ไม่ได้ให้ค่าอะไรกันมันมากนัก และเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจในวันที่ชีวิตไร้ทิศทาง เขาได้ทิ้งท้ายไว้ว่า
“หากมีวันไหนที่คุณรู้สึกไม่แน่ใจ ว่าคุณทำสิ่งต่าง ๆ ในแต่ละวันไปเพื่ออะไร เมื่อความเหน็ดเหนื่อยทั้งหมดลดทอนคุณให้อยู่ในสภาพที่ผมเป็นอยู่เนิ่นนาน ผมขอให้คุณนึกถึงสนามเด็กเล่นเล็ก ๆ ของเรา และความพึงพอใจที่เราได้รับเมื่อมันเสร็จสมบูรณ์”
เราควรระลึกถึงวลี “อย่าไปคิดว่าเราได้สร้างอนุสาวรีย์ที่คงทน” ไว้ให้มั่น การตระหนักรู้ว่าสรรพสิ่งล้วนต้องชำรุดทรุดโทรมในวันหนึ่ง จะช่วยปลดเปลื้องเราจากพันธนาการแห่งความคาดหวังที่ต้องทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เหลือไว้เพียงอิสรภาพในการดื่มด่ำความพึงพอใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ตรงหน้า ก่อนที่ทุกอย่างจะเลือนหายไปตามกาลเวลา เช่นเดียวกับความเบื่อหน่ายของผม และบทความชิ้นนี้ที่เดินทางมาถึงบรรทัดสุดท้าย



