top of page

การให้อภัยคือการดูแลใจให้สงบพร้อมรับมือปัญหา

  • รูปภาพนักเขียน: กวีไกร ม่วงศิริ
    กวีไกร ม่วงศิริ
  • 30 ธ.ค. 2568
  • ยาว 1 นาที

วันเวลาดำเนินมาถึงช่วงสิ้นปี 2568 แล้ว เมื่อได้ทบทวนประสบการณ์ตลอดทั้งปี ผมเชื่อว่าตัวเองคงไม่ได้เดียวดายที่ต้องประสบเรื่องราวและสถานการณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบความรู้สึก ไม่ว่าจะมาจากการกระทำของผู้อื่น หรือแม้แต่จากตัวเราเองที่มีอะไรให้รู้สึกผิดหวังอยู่พอสมควร มันอาจเป็นการกระทำของใครบางคนที่ดูใจร้ายกับเรา อาจเป็นความผิดพลาดของเราที่ทำให้รู้สึกแย่กับตัวเอง หรืออาจเป็นความผิดหวังกับตัวเองที่ไม่สามารถทำให้เป้าหมายหรือความตั้งใจลุล่วงตามแผนได้ เราจะรับมือกับความรู้สึกที่กำลังจะค้างเติ่งข้ามปีนี้อย่างไร บางคนอาจเคยได้ยินว่า เราควรให้อภัยผู้อื่นด้วยความเมตตา และโอบกอดตัวเองด้วยความใจดี แต่ดูเหมือนมีอะไรบางอย่างขัดขวางเราไม่ให้ทำแบบนั้น


หลายครั้งเมื่อพูดถึงคำว่า “การให้อภัย” เรามักจะรู้สึกสับสน ลังเล หรือไม่แน่ใจนักว่าเราควรให้อภัยหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นสร้างความผิดหวัง เจ็บปวด หรือกระทบต่อความคาดหวังของเราอย่างรุนแรง ใจหนึ่งเรารู้ดีว่าการให้อภัยเป็นสิ่งที่ดี เป็นการเมตตาผู้อื่น เป็นการใจดีกับตัวเอง เป็นการโอบกอดและอยู่เคียงข้างทั้งผู้อื่นและตัวเราเอง แต่ในอีกใจหนึ่ง เรากลับอดกังวลไม่ได้ว่าการให้อภัยจะกลายเป็นการหาข้ออ้างให้กับความผิดพลาด เป็นการให้ท้ายการกระทำที่ไม่เหมาะสม หรือเป็นสิ่งที่ขัดขวางการแก้ไขปัญหาที่ควรเกิดขึ้นหรือไม่



ความกังวลที่เกิดขึ้นนี้เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะในประสบการณ์ของหลายคน การให้อภัยมักถูกผูกเข้ากับภาพของการปล่อยผ่าน การยอมจำนน การถูกเอาเปรียบ หรือการละเลยสิ่งที่ควรปรับปรุงแก้ไข ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วการให้อภัยนั้นไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาอยู่ตั้งแต่ต้น การให้อภัยไม่ได้มีพลังหรืออำนาจที่จะทำให้ใครเปลี่ยนแปลงหรือทำให้ความผิดพลาดหายไปได้ หากแต่การให้อภัยเป็นกระบวนการภายในใจที่ช่วยให้เราสามารถอยู่กับความจริงที่น่าผิดหวังและเจ็บปวดได้มากขึ้น การให้อภัยจึงไม่ใช่คำตอบของการแก้ปัญหา แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการดูแลและจัดการมัน


เมื่อมองในมุมนี้ การให้อภัยคือการโอบรับสิ่งที่น่าผิดหวังให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่เพราะเรายินดีหรือเต็มใจที่จะมีมัน แต่เพราะมันได้เกิดขึ้นแล้วและเรากำลังเลือกว่าจะอยู่กับความจริงนี้อย่างไรโดยไม่ทำร้ายตัวเองซ้ำ การปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือความพยายามผลักไสอดีตที่ไม่มีตัวตน ซึ่งมักลงเอยด้วยความคับข้องและบีบคั้นใจ ใจหนึ่งอยากให้สิ่งนั้นไม่เคยเกิดขึ้น อีกใจหนึ่งรู้ว่ามันเกิดไปแล้ว และอีกใจก็รู้ว่าเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ความขัดแย้งระหว่างความคาดหวังกับความเป็นจริงนี้เองที่บั่นทอนใจของเรา กลั่นออกมาเป็นความโกรธ ความเศร้า หรือความสิ้นหวัง


เราให้อภัยการกระทำของผู้อื่นเพื่อให้ใจเราสงบจากความผิดหวังที่อยากให้การกระทำนั้นไม่เคยเกิดขึ้น การให้อภัยในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าเราละเลยหรือปล่อยผ่านผลกระทบที่เกิดขึ้น หากแต่เป็นการกำกับไม่ให้ความโกรธ ความคับข้องใจ หรือความเจ็บปวดเข้ามาควบคุมชีวิตเราต่อไป เราเลือกที่จะไม่ให้เหตุการณ์นั้นกลายเป็นศูนย์กลางของอารมณ์และการตัดสินใจทั้งหมดของเรา


การให้อภัยตัวเองก็ไม่ต่างกัน แต่สำหรับหลายคนอาจทำได้ยากกว่าการให้อภัยผู้อื่น เพราะคงไม่มีสิ่งคุกคามใดที่จะใกล้ตัวไปกว่าตัวเราเอง เราจึงคาดหวังกับตัวเองมากกว่าคนรอบตัว เมื่อเกิดความผิดพลาดเราจึงเข้มงวดกับตัวเองเป็นพิเศษ กลายเป็นการตำหนิด่าทอตัวเอง กดดันตัวเอง และเฆี่ยนตีตัวเองทางความรู้สึกด้วยความมุ่งหวังว่าเราจะเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแน่ ๆ คือความบอบช้ำที่เราซ้ำเติมตัวเอง การให้อภัยตัวเองจึงเป็นกระบวนการที่จะยุติภาพเหล่านั้น ด้วยการยอมรับด้านที่น่าผิดหวังให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา เมื่อเราหยุดผลักไสตัวเองใจจึงจะมีพื้นที่กว้างขึ้นสำหรับการเรียนรู้และโอกาสในการพัฒนา


เมื่อพิจารณาเช่นนี้จะเห็นได้ว่าไม่มีส่วนไหนของการให้อภัยที่ปิดกั้นการแก้ไข หรือเปิดให้ใช้เป็นข้ออ้างให้ทำผิดต่อไปได้เรื่อย ๆ ตรงกันข้าม การให้อภัยคือการลดความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่เราอยากให้เป็นกับสิ่งที่เป็นจริงเพื่อให้ใจของเราเข้าสู่ภาวะที่สงบมากพอที่จะมองเห็นทางเลือกอื่น ๆ ได้อย่างชัดเจน เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เราสามารถคิด ตัดสินใจ และรับผิดชอบต่อการกระทำต่อไปได้โดยไม่ถูกครอบงำด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว



เมื่อใจสงบ เราอาจสื่อสารกับผู้อื่นอย่างตรงไปตรงมาและอ่อนโยนว่าเราอยากให้เขาเข้าใจอะไรและเปลี่ยนแปลงอย่างไร เราอาจหาทางออกร่วมกันอย่างละมุนละม่อม หรือเราอาจต้องเป็นฝ่ายวางขอบเขตที่ชัดเจนเพื่อปกป้องตัวเองจากการกระทำที่อาจเกิดขึ้นอีก เราอาจทบทวนการกระทำของตัวเอง วางแผนพัฒนาตัวเองในสิ่งที่เคยทำพลาดมาก่อน หรือเลือกเส้นทางที่เราหวังว่าจะไม่หวนกลับมาผิดหวังกับตัวเอง อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางทางเลือกมากมายไม่มีใครสามารถกำหนดรู้ได้ว่าสุดท้ายแล้วทุกอย่างจะลงเอยด้วยดีหรือไม่ หรือความน่าผิดหวังจะเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า แต่การแก้ไขที่เกิดขึ้นจากภาวะใจที่สงบย่อมเป็นกระบวนการที่ไม่ทำร้ายใครเพิ่มเติมรวมถึงตัวเราเอง


สุดท้ายนี้ แม้คำว่าสิ้นปีจะเป็นเพียงสิ่งสมมติที่มนุษย์ให้ความหมายกับวันเวลา แต่เราอาจใช้มันเป็นนิมิตหมายที่ดีในการยุติความขัดแย้งของใจที่ต่อสู้กับความเป็นจริง เพื่อเข้าถึงภาวะที่สงบและสร้างความพร้อมสำหรับการดูแลจัดการปัญหาต่อไป ขอให้บทความนี้เป็นเหมือนการ์ด ส.ค.ส. (ส่งเสริมความสงบ) ถึงผู้อ่านทุกคน


สวัสดีปีใหม่ครับ



กวีไกร ม่วงศิริ
นักจิตวิทยาการปรึกษา

โนอิ้งมายด์เซ็นเตอร์
ศูนย์บริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและการส่งเสริมสุขภาวะ

ปรึกษาปัญหาชีวิตและปัญหาสุขภาพจิต
ติดต่อทำนัดได้ที่ 0654154417

©2017 KNOWING MIND CENTER

bottom of page