top of page

สบตาความเบื่อในวันที่ความหมายหล่นหาย

  • รูปภาพนักเขียน: สมภพ แจ่มจันทร์
    สมภพ แจ่มจันทร์
  • 7 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

“พ่อ! เบื่อจัง ไม่มีอะไรให้ทำเลย” เสียงบ่นพึมพำของลูกชายวัยเจ็ดขวบดังแทรกความเงียบยามเช้าขึ้นมา เขานั่งจับเจ่าด้วยท่าทางเนือยนาบ รอคอยสมาชิกในบ้านจัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยก่อนแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ “เบื่อก็หาอะไรทำระหว่างรอสิครับ” ผมรีบตอบกลับไปตามความเคยชิน “ก็มันเบื่อ ไม่รู้จะทำอะไร” เจ้าลูกชายยังคงยืนกรานคำเดิม


ความรู้สึกของลูกชายคือความเบื่อหน่ายสามัญที่เราต่างคุ้นเคย มันมักเกิดขึ้นยามที่เราตกอยู่ในสภาวะว่างเว้น ปราศจากสิ่งเร้าความสนใจ หรือจำต้องทนทำในสิ่งที่ใจฝืน นักปรัชญาเรียกสิ่งนี้ว่า “ความเบื่อเชิงสถานการณ์” (situative boredom) ความเบื่อประเภทนี้คือภาวะชั่วคราวที่จัดการได้ไม่ยาก ทางออกนั้นค่อนข้างตรงไปตรงมา เพียงแค่เสาะหาสิ่งที่น่าสนใจมาเสพ หรือพาตัวเองออกจากสถานการณ์ที่จำเจ ความรู้สึกนี้ก็จะมลายหายไป ผมเองก็มักตกอยู่ในภาวะนี้บ่อยครั้ง และเชื่อว่าคุณผู้อ่านเองก็เช่นกัน



ทว่ายังมีความเบื่ออีกประเภทหนึ่งที่ล้ำลึกและกัดกินจิตใจยาวนานกว่านั้น ไม่ใช่ทุกคนที่จะตระหนักรู้ว่าตนกำลังเผชิญหน้ากับมันอยู่ มันคือภาวะที่เรียกว่า “ความเบื่อเชิงอัตถิภาวะ” (existential boredom) ความรู้สึกที่ว่าสรรพสิ่งรอบกายล้วนพร่าเลือน ไร้สีสัน และไม่คุ้มค่าแก่การใส่ใจ เป็นภาวะที่เราสูญเสียทิศทาง ราวกับเข็มทิศชีวิตหยุดทำงาน เพราะทุกอย่างที่มองเห็นล้วนว่างเปล่าและปราศจาก “ความหมาย” ให้ยึดเหนี่ยว


เมื่อไม่นานมานี้ ผมพบว่าตัวเองประสบกับความเบื่อเชิงอัตถิภาวะเข้าอย่างจัง คล้ายกับตอนที่เปิดประตูระเบียงในเช้าวันหนึ่ง แล้วลมหนาวพัดวูบเข้ามาในห้องทำงานโดยไม่ทันตั้งตัว เราพอรู้คร่าว ๆ ว่าฤดูกาลเริ่มต้นและสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ แต่เราไม่มีทางรู้ชัดว่าลมระลอกนั้นจะปะทะตัวเราตอนไหน ความเบื่อที่เกาะกุมจิตใจของผมก็ก่อตัวขึ้นในลักษณะนั้น ผมรู้ทันทีว่ามันไม่ใช่ความเบื่อธรรมดาที่แค่หาสิ่งน่าสนใจทำแล้วจะหายไป ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะจัดการกับมันอย่างไร นอกจากการพยายามทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง


ในหนังสือ The Philosophy of Boredom ของ ลาร์ส สเวนด์เซน (Lars Svendsen) ได้อธิบายเรื่องความเบื่อไว้ได้อย่างครอบคลุมและกว้างขวาง ทว่าสิ่งที่หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ให้ไว้คือ “สูตรสำเร็จ” ว่าเราควรจัดการกับความเบื่ออย่างไร ซึ่งก็เข้าใจได้ เพราะมันไม่ใช่โจทย์ที่มีคำตอบตายตัว เนื้อหาตอนหนึ่งอ้างถึงข้อความของ โรลองด์ บาร์ตส์ (Roland Barthes) นักสัญวิทยาชาวฝรั่งเศส ที่ว่า “ความเบื่อหน่ายอยู่ไม่ไกลจากความปรารถนา มันคือความปรารถนาที่ถูกมองมาจากชายฝั่งของความรื่นรมย์”


เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองจินตนาการว่าคุณกำลังเอนกายบนโซฟาในวันหยุด เบื้องหน้าคือ Netflix ที่บรรจุภาพยนตร์นับหมื่นเรื่อง คุณอยู่ในจุดที่สุขสบายที่สุด แต่กลับรู้สึกกลวงเปล่า นิ้วกดรีโมทเลื่อนผ่านไปเรื่อย ๆ อย่างไร้จุดหมาย คุณโหยหาความตื่นเต้นจากหนังดี ๆ สักเรื่อง แต่กลับอิ่มตัวเกินกว่าจะตัดสินใจเลือกสิ่งใด ณ จุดนั้นเอง คุณกำลังยืนมองดู “ความปรารถนา” (ที่จะค้นพบสิ่งน่าสนใจ) จาก “ชายฝั่งแห่งความรื่นรมย์” (ความสบายที่ซ้ำซากจำเจ) และนั่นคือวินาทีที่ความเบื่อก่อตัวขึ้น


หากคุณโชคดีบังเอิญเจอหนังที่ถูกใจ ความเพลิดเพลินนั้นอาจช่วยให้คุณลืมความเบื่อไปได้ชั่วขณะ แต่นั่นเป็นเพียงการหันเหความสนใจออกจากความว่างเปล่าภายใน ทันทีที่เครดิตท้ายเรื่องปรากฏ ความเบื่อตัวเดิมก็พร้อมจะกระโจนเข้าใส่คุณอีกครั้ง เพราะมันไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่หลบฉากไปให้คุณได้โล่งใจเพียงชั่วครู่


หากความบันเทิงช่วยเยียวยาคุณได้ แปลว่าคุณอาจแค่เผชิญกับความเบื่อเชิงสถานการณ์ แต่หากคุณกำลังจมดิ่งสู่ความเบื่อเชิงอัตถิภาวะ ต่อให้หนังตรงหน้าสนุกแค่ไหน ลึก ๆ ในใจกลับมีเสียงกระซิบก้องดังขึ้นว่า “แกจะดูไปทำไม? สนุกแล้วได้อะไร? ชีวิตมีสิ่งควรค่าแค่นี้หรือ?” เพราะสำหรับความเบื่อประเภทนี้ สิ่งที่ขาดหายไปไม่ใช่ความน่าสนใจ แต่คือ “ความหมาย”



เช่นเดียวกับตัวผมที่เคยพยายามถมความว่างเปล่าด้วยการดูภาพยนตร์จำนวนมากในช่วงเวลาแห่งความเบื่อหน่าย แม้หนังเหล่านั้นจะชุบชูจิตใจและประเทืองปัญญาเพียงใด แต่กลับหาได้ช่วยขับไล่ความเบื่อให้ออกไปไม่ เช่นเดียวกับการอ่านวรรณกรรมชั้นยอดที่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรพอ ๆ กัน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คุณค่าของสิ่งที่ผมพยายามไขว่คว้าเข้ามาเติมเต็ม แต่การพยายามถมความว่างโหวงล้ำลึกโดยไม่รู้ว่าอะไรกันแน่ที่ขาดหายไป คงคล้ายกับการเติมน้ำใส่เหยือกผิดใบ กว่าที่ผมจะรู้ตัวว่ามี “ความหมาย” บางอย่างในชีวิตหล่นหายไป ผมก็ดูหนังและอ่านหนังสือไปแล้วนับไม่ถ้วนโดยไร้ผล


ในยุคสมัยที่มนุษย์ถูกขับเคลื่อนด้วยคำถามที่ว่า “เราคือใคร” และ “เราเกิดมาทำไม” การแสวงหาความหมายจึงกลายเป็นภาระหน้าที่อันหนักอึ้ง ในอดีต ยามที่ปัจเจกบุคคลยังไม่ถูกเชิดชูเท่าปัจจุบัน คำตอบของชีวิตมักถูกมอบให้เราตั้งแต่เกิด หากพ่อของคุณเป็นชาวนา คุณย่อมเกิดมาเพื่อเป็นชาวนา ความหมายของชีวิตผูกติดอยู่กับหน้าที่และจารีตประเพณีอย่างเบ็ดเสร็จ แต่เมื่อโลกหมุนมาสู่ยุคปัจจุบัน เมื่อโซ่ตรวนแห่งจารีตถูกปลดเปลื้อง เราได้รับอิสระในการค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง


ทว่าเสรีภาพนี้มาพร้อมราคาที่ต้องจ่าย ดังที่ ฌอง-ปอล ซาร์ตร์ (Jean-Paul Sartre) นักปรัชญาสายอัตถิภาวนิยม เคยกล่าวไว้ว่า “มนุษย์ถูกสาปให้มีเสรีภาพ” เราถูกสาปเพราะเราไม่ได้เลือกที่จะเกิดมา แต่เมื่อถูกโยนลงมาสู่โลกใบนี้แล้ว เรากลับต้องแบกรับภาระในการกำหนดความหมายให้ชีวิตด้วยตัวเราเอง เมื่อปราศจากพระเจ้าหรือโชคชะตามากำกับเส้นทาง เราจึงต้องเผชิญหน้ากับความเวิ้งว้างเพียงลำพัง ความเบื่อที่ลึกซึ้งในแง่นี้ จึงไม่ใช่แค่การไม่มีอะไรทำ แต่คืออาการข้างเคียงของเสรีภาพอันหนักอึ้ง เป็นเสียงสะท้อนของจิตวิญญาณที่กำลังตระหนักว่า เบื้องหน้าของเราคือความว่างเปล่าที่รอให้เราเป็นผู้เติมเต็ม


เมื่อเราตระหนักว่าความเบื่อเชิงอัตถิภาวะคือเงาของเสรีภาพที่เราไม่อาจสลัดหลุด ปฏิกิริยาแรกของเราจึงมักเป็นการหลีกหนี เราหวาดกลัวความเงียบเพราะมันเปิดโอกาสให้เสียงเรียกร้องภายในตะโกนก้องออกมา เราจึงถมช่องว่างนั้นด้วยแสงสี เสียง และข้อมูลข่าวสาร เพื่อกลบเกลื่อนความจริงที่ว่าเรากำลังหลงทาง แต่การทำเช่นนั้นเป็นเพียงการใช้ยาชาเพื่อระงับความเจ็บปวดทางจิตวิญญาณชั่วคราว


หนทางที่จะก้าวข้ามความเบื่อเชิงอัตถิภาวะจึงไม่ใช่การพยายามฆ่าเวลาให้หมดไป แต่คือความกล้าหาญที่จะจ้องมองเข้าไปในความว่างเปล่านั้นอย่างไม่หลบสายตา หากความเบื่อคือภาวะที่ความหมายเก่า ๆ พังทลายลงหรือสูญหายไป มันก็เป็นโอกาสเดียวเช่นกันที่ความหมายใหม่จะถูกประกอบสร้างขึ้น ช่วงเวลาที่เราทนทุกข์กับความว่างเปล่า คือช่วงเวลาที่ตัวตนที่แท้จริงของเรากำลังดิ้นรนเพื่อก่อกำเนิด สิ่งที่เราต้องทำจึงไม่ใช่การหาอะไรทำเพื่อแก้ขัด แต่คือการยืนหยัดอยู่ท่ามกลางความเวิ้งว้างนั้นให้ได้นานพอ จนกว่าเราจะมองเห็นทิศทางใหม่ที่ชัดเจนพอจะก้าวเดินต่อไป แม้จะไม่รู้ว่ามันจะปรากฏชัดเมื่อใดก็ตาม


ครั้งหน้าหากเจ้าลูกชายของผมรู้สึกขึ้นมาว่า “เบื่อจัง ไม่มีอะไรทำเลย” ผมจะเตือนตัวเองว่าครั้งหนึ่งผมก็เคยถูกความเบื่อหน่ายเข้าเกาะกุมจิตใจอย่างยากที่จะสลัดหลุด ผมจะไม่รีบร้อนบอกให้ลูกหาอะไรน่าสนใจทำ เพื่อหลีกหนีจากความรู้สึกนี้อีกต่อไป แต่ผมจะบอกเขาว่า “ดีแล้วลูก ลองนั่งอยู่กับความเบื่อนั้นสักพักสิ ว่ามันจะเป็นยังไง”


แต่ถึงจะเตรียมคำพูดเสียดิบดีขนาดนี้ ผมก็พอจะเดาออกว่าเจ้าลูกชายคงสวนกลับมาทันควันว่า “มันก็แค่เบื่อ... จะให้เป็นยังไงได้ล่ะพ่อ!”



ความจริงก็คือ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะทานทนอยู่กับความว่างเปล่า ในยุคสมัยที่เราต่างเสพติดการถูกกระตุ้นเร้าอยู่ทุกลมหายใจ ดังนั้น อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่พ่ออย่างผมพอจะทำได้ คงไม่ใช่การสั่งสอนปรัชญาที่ลึกซึ้งเกินวัย สิ่งที่แม้แต่ตัวผมเองก็ยังไม่แน่ใจนักว่าเข้าใจมันดีพอ แต่คือการทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ และยอมปล่อยใจให้ “เบื่อ” ไปพร้อม ๆ กับเขา


ไม่แน่ว่าเมื่อความเบื่อของคนสองคนมาเจอกัน ความว่างเปล่านั้นอาจไม่ได้ขยายตัวกว้างขึ้น แต่อาจค่อย ๆ กลายสภาพเป็น “สิ่งอื่น” ที่มีความหมายมากกว่าเดิมก็ได้



สมภพ แจ่มจันทร์
นักจิตวิทยาการปรึกษา

โนอิ้งมายด์เซ็นเตอร์
ศูนย์บริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและการส่งเสริมสุขภาวะ

ปรึกษาปัญหาชีวิตและปัญหาสุขภาพจิต
ติดต่อทำนัดได้ที่ 0654154417

©2017 KNOWING MIND CENTER

bottom of page