ปีใหม่กับการเปลี่ยนแปลงที่อ่อนโยนและมีคุณค่า
- พงษ์มาศ ทองเจือ

- 2 ม.ค.
- ยาว 1 นาที
หนึ่งสิ่งที่มักจะมาคู่กับปีใหม่เสมอคือ "การเปลี่ยนแปลง" เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี ผู้คนจำนวนมากมักรู้สึกมีแรงกระตุ้นบางอย่างในการกลับมาทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดปี ตั้งแต่เรื่องดีเรื่องร้าย ความภาคภูมิใจกับสิ่งที่ผิดพลาดไป สิ่งที่ยังคงมีในชีวิตและสิ่งที่จากไป แรงกระตุ้นเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร เพราะการกลับมาทบทวนทุกสิ่งใหม่ เป็นสัญญาณว่าเรายังไม่ยอมจำนนต่อสิ่งที่เผชิญมาตลอดปี และอยากทำปีหน้าให้เป็นปีที่ดีขึ้น
แน่นอนว่าปีใหม่เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ เป็นโอกาสใหม่ที่จะแก้ตัวหรือทำบางสิ่งให้ดีขึ้น การเริ่มต้นปีจึงมักเปี่ยมล้นไปด้วยความหวัง ตั้งแต่อยากทำให้ชีวิตดีขึ้น อยากเป็นระเบียบขึ้น อยากหาเงินได้มากขึ้น อยากมีความสัมพันธ์ที่ดี อยากเลื่อนขั้น หรืออยากให้คนรอบตัวภาคภูมิใจ ความพยายามในมิติเหล่านี้กำลังสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและความตั้งใจที่จะไม่ปล่อยให้เวลาในปีหน้าผ่านไปอย่างไร้ความหมาย

ความตั้งใจที่ดีนี้เป็นเรื่องที่สวยงาม แต่ในบางครั้งความตั้งใจที่เต็มเปี่ยมแบบนี้ ก็ย้อนกลับมาทำให้ใจเราปั่นป่วนในปีหน้าได้เช่นเดียวกัน เพราะเมื่อเป้าหมายชัด ความตั้งใจเต็มเปี่ยม บางทีเราก็เผลอ กดดันตัวเอง เกินไป ตึงเกินไป จากเดิมที่อยากเปลี่ยนแปลง กลายเป็น "ต้องเปลี่ยนให้ได้" จากที่อยากเติบโตก็อาจเพี้ยนไปเป็นการ "พิสูจน์ตนเอง" ทั้งหมดนี้ทำให้การเปลี่ยนแปลงเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง ความตั้งใจ และความกดดันไปพร้อม ๆ กัน
ความตั้งใจที่ไม่รู้ว่าควรผ่อนตอนไหนอาจทำให้เราเหนื่อยล้าทางอารมณ์และตึงกับจิตใจตัวเองเกินไป เมื่อตั้งใจมาก หลายคนไม่รู้ว่าควรหยุดพักอย่างไร เพราะกลัวพักแล้วจะล่าช้า กลัวว่าผ่อนแรงแล้วความพยายามจะสูญเปล่า และบางครั้งก็ตั้งใจกับตัวเองโดยไม่เผื่อพื้นที่ให้ตัวเองผิดพลาดได้เลย เมื่อไม่รู้ว่าจะผ่อนตัวเองตอนไหน บางคนโทษตัวเองซ้ำ ๆ จนหมดแรง เมื่อไม่สามารถทำตามแผน บางคนทำตามแผนได้จริงแต่ก็รู้สึกเหนื่อยล้าทางใจ หรืออาจไม่เคยรู้สึกว่าดีพอ สภาวะนี้กำลังสะท้อนว่าเรากำลังพยายามเปลี่ยนแปลงตนเอง แต่เรากลับลืมดูแลความสัมพันธ์ที่เรามีกับตัวเองไป
นอกจากกับดักของการตั้งใจเปลี่ยนแปลงแต่ผ่อนตัวเองไม่เป็น อีกประเด็นหนึ่งที่มักเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว คือการเผลอวัดคุณค่าของความพยายามผ่านปัจจัยนอกตัว เพราะเรามักวัดคุณค่าของความพยายามผ่านเกณฑ์วัดต่าง ๆ ที่เราควบคุมไม่ได้เลย เช่น จะได้เลื่อนขั้นไหม จะหาเงินได้ตามตัวเลขที่คาดหวังไหม การเผลอคาดหวังว่าผู้คนจะต้องเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้จึงจะแปลว่าทำได้ดี หรือการรอให้ใครบางคนที่สำคัญกับเรามาชื่นชมถึงจะแปลว่าความพยายามมีความหมาย เมื่อเกณฑ์วัดความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงในปีหน้าเป็นเกณฑ์ลักษณะนี้ ก็เสี่ยงมากเช่นกันที่ปีหน้าจะเป็นปีที่โหดร้ายกับหัวใจของเราอีกหนึ่งปี

เมื่อผมนึกถึงบทสนทนาของตัวเองและคนรอบข้าง ผมมักได้ยินประโยคลักษณะนี้บ่อยมาก "ปีหน้าฉันจะเป็นคนรักที่น่ารักกว่าเดิม แฟนจะได้น่ารักกับฉันมากขึ้นเหมือนกัน" "เดี๋ยวจะทุ่มเทเวลาให้ธุรกิจที่บ้าน พ่อจะได้เชื่อใจฉันซักที" "เดี๋ยวจะเปิดธุรกิจของตัวเอง และเก็บเงินให้ได้เยอะ ๆ ญาติ ๆ จะได้เลิกดูถูกเสียที"
จุดร่วมของประโยคทั้งหมดนี้ก็คือ ต่อให้ทำได้ตามนั้นจริง ก็ไม่ได้การันตีเลยว่าผลลัพธ์จะเป็นในแบบที่ตัวเองต้องการ เมื่อคุณค่าของความพยายามถูกฝากไว้กับสายตาและการตอบสนองของผู้อื่น หัวใจเราจะเริ่มสั่นไหวได้ง่าย เพราะต่อให้เราตั้งใจแค่ไหน เราก็ควบคุมผลลัพธ์ไม่ได้ ถ้าผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่หวัง หรือถ้าความพยายามนั้นไม่ถูกรับรู้ เราก็จะต้องเผชิญกับรู้สึกผิดหวัง เสียใจ และเริ่มตั้งคำถามกับคุณค่าของตัวเอง
บทความนี้ถูกเขียนขึ้นเพราะผมเชื่อว่าทุกคนที่ได้อ่านคงมีความตั้งใจดีและอยากเปลี่ยนแปลงบางอย่างในปีหน้าในแบบฉบับของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่ผมอยากชวนทบทวนลงไปอีกขั้นว่า การเปลี่ยนแปลงที่เราต้องการ สิ่งนั้นสำคัญอย่างไร มีความหมายอย่างไร การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปเพื่อฉันเอง หรือเป็นไปเพื่อใคร แรงขับเคลื่อนของการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากความหวังหรือความกลัว
ลองปรับมุมมองเล็กน้อยดูไหมครับ? ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะตั้งเป้าอย่างกดดันว่า "ปีหน้าฉันต้องลดน้ำหนักให้ได้ 10 กิโล ไม่งั้นถือว่าฉันล้มเหลว" ลองเปลี่ยนเป็นความตั้งใจที่อ่อนโยนขึ้นอย่าง "ฉันจะเริ่มเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น เพื่อขอบคุณร่างกายที่พาฉันผ่านเรื่องราวหนัก ๆ มาตลอดปี" เมื่อตอบคำถามและปรับมุมมองเหล่านี้ได้ เราอาจจะเริ่มแยกแยะได้ว่าในหลาย ๆ เป้าหมายของปีหน้า สิ่งไหนสำคัญมาก สิ่งไหนสำคัญน้อย และเลือกลงแรงกับแต่ละเป้าหมายได้อย่างสอดคล้องกับพลังงานของตัวเอง
ต่อให้ชัดเจนกับเป้าหมายแค่ไหน สิ่งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าก็คงหนีไม่พ้นปัจจัยที่คาดไม่ถึง และอุปสรรคต่าง ๆ ที่จะเข้ามาท้าทายเรา ผมจึงอยากชวนทุกคนยืดหยุ่นกับเป้าหมายของตัวเองให้เป็น พักเมื่อจำเป็นต้องพัก ลุยต่อเมื่อมีพลังอีกครั้ง และในวันที่ผิดพลาดและทำไม่ได้ ก็ขอให้เรียนรู้กับตัวเองโดยไม่ต้องตำหนิตัวเองมากนัก

และที่สำคัญที่สุดคือ ขอให้เจตนาเบื้องลึกของการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปเพื่อตัวเราเอง ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ตัวเองต่อใคร หรือคาดหวังให้คนอื่นตอบสนองบางอย่างกลับมา เพราะเมื่อเราถือเกณฑ์วัดคุณค่าไว้ในมือของตัวเอง ความพยายามจะไม่ต้องแลกมาด้วยความทรมานใจ การเปลี่ยนแปลงจะไม่ใช่สนามสอบเพื่อพิสูจน์คุณค่า และการเติบโตจะไม่จำเป็นต้องแลกด้วยการกดทับตัวตน
การเปลี่ยนแปลงในปีใหม่จึงไม่จำเป็นต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่อะไร แต่อาจเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมาย เปลี่ยนอย่างรู้ว่าทำไปเพื่ออะไร มุ่งมั่นโดยไม่โหดร้ายกับตัวเอง และวัดคุณค่าผ่านตัวเองในทุก ๆ ย่างก้าวของปีถัดไป
สวัสดีปีใหม่ครับ



