เมตตา: ของขวัญที่เรามอบให้ผู้อื่น หรือความสงบที่มอบให้ตัวเอง?
- กวีไกร ม่วงศิริ

- 13 พ.ย. 2568
- ยาว 1 นาที
“เมตตา” เป็นประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงทั้งในเชิงปรัชญา ศาสนา รวมถึงจิตวิทยา อีกทั้งคนจำนวนมากเห็นตรงกันว่าเมตตาคือคุณลักษณะที่ดีและพยายามส่งเสริมให้เราเรียนรู้ที่จะมีต่อผู้อื่น เพียงแต่ภาษาที่ใช้และบริบทที่เอ่ยถึง “เมตตา” นั้นแตกต่างกันไป หน้าตาของมันจึงมีหลายแบบตามแต่การรับรู้ของแต่ละคน
เนื่องในวันแห่งความเมตตาโลก (World Kindness Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 13 พฤศจิกายน ผมอยากแบ่งปันเรื่องเมตตาผ่านประสบการณ์ของผมเอง และอยากชวนให้ผู้อ่านได้ทบทวนในประสบการณ์ตัวเองไปด้วย หากใครอยากแบ่งปันหรือต่อเติมสิ่งที่ผมเล่าไว้ก็ยินดีอย่างยิ่งครับ
การทบทวนเรื่องนี้ทำให้ผมเห็นว่า “เมตตา” ไม่ได้เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ในคราวเดียว แต่มันค่อย ๆ เผยให้สัมผัสผ่านเส้นทางชีวิต ยิ่งใช้ชีวิตไป ภาพของเมตตาก็ไม่ได้ชัดขึ้นในรูปแบบเดียว หากแต่กว้างขวางขึ้น เห็นว่ามันปรากฏอยู่ในหลายมิติของชีวิตมากกว่าที่เคยเข้าใจ ผมลองสรุปไว้เป็นสามช่วงสำคัญของการเรียนรู้ของตัวเอง

เมตตาในแบบผู้ให้
ในช่วงวัยเด็ก ผมถูกสอนว่า “เมตตา” คือความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข และนั่นคือคุณลักษณะที่เราควร “มี” บางครั้งประสบการณ์ของการให้ก็ทำให้ผมรู้สึกถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่ได้เห็นอีกฝ่ายมีความสุขจากสิ่งที่เราได้ทำ
นอกจากนี้ ผมยังสังเกตว่าความรู้สึกต่อตัวเองในฐานะผู้ให้นั้นมีมิติที่หลากหลาย บางครั้งผมรู้สึกถึง “พลังและอำนาจ” ของตัวตนที่สามารถสร้างสิ่งดีให้คนอื่นพึงพอใจได้ ในภาษาที่คนทั่วไปใช้กันก็คงจะเรียกว่าการมีอีโก้ และเมื่อโตขึ้น ผมเริ่มมีมุมมองว่าการให้นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของอีกฝ่ายและการให้ก็ไม่ได้แปลว่าเราเหนือกว่าใคร สิ่งนี้ทำให้ผมสัมผัสความรู้สึกผ่องแผ้วที่เย็นสบายกว่าการมีพลังและอำนาจ
ทั้งนี้ หากไม่ใช้การตัดสินถูกผิด ทั้งหมดนั้นทำให้ผมรู้สึกดีกับตัวเองในฐานะ “คนที่มีประโยชน์” ซึ่งเป็นการรับรู้คุณค่าในตนเองและมีส่วนช่วยให้พอจะมีตัวตนที่มั่นคง
เมตตาในแบบเชื่อมโยงความเป็นเพื่อนมนุษย์
เมื่อก้าวเข้าสู่วิชาชีพจิตวิทยาการปรึกษา เส้นทางการเรียนรู้และการทำงานเปิดโอกาสให้ผมสัมผัสเมตตาในอีกมิติหนึ่ง นั่นคือเมตตาในรูปแบบ “ความรู้สึกเข้าอกเข้าใจ”
มันเกิดขึ้นในชั่วขณะที่เราเห็นว่ามนุษย์ แม้จะแตกต่างได้สุดขั้ว แต่มีจุดร่วมทางความรู้สึกเดียวกัน เราต่างมีความเศร้า โกรธ วิตก ปลาบปลื้ม ยินดี เหมือนกันทั้งนั้น ความเข้าใจนี้ทำให้เห็นว่าทุกข์ของแต่ละคนแม้จะดูไม่สมเหตุสมผลสำหรับบางคนแต่ก็เข้าใจได้เสมอ
เมตตาในเชิงนี้ไม่ใช่การอยาก “ให้อะไร” แต่อยู่ที่การ “ไม่ซ้ำเติม” และไม่เร่งให้เขาหายทุกข์ เพราะความสุขไม่ใช่รอยยิ้ม แต่คือภาวะของความสงบในใจ ที่มีพื้นที่ให้ความสั่นไหวได้อยู่โดยไม่ถูกเขย่าเพิ่ม
เมตตาแบบนี้ต่างจากแบบแรกตรงที่ผมไม่ได้รู้สึกดีกับตัวเอง แต่รู้สึก “สงบ” ซึ่งมาจากกระบวนการเข้าอกเข้าใจผู้อื่นที่ต้องเริ่มจากการออกจากการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง เหมือนช่วงเวลาที่ทั้งมีตัวตนและไม่มีตัวตนในเวลาเดียวกัน ประมาณว่าฉันรับรู้ความรู้สึกของเธอนะและฉันก็รู้ว่านี่ไม่ใช่ความรู้สึกของฉันด้วย
ทั้งนี้ ความเข้าอกเข้าใจนั้นไม่ใช่สิ่งที่จีรัง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่กระทบโดยตรงต่อตัวผมเอง หลาย ๆ ครั้งความโกรธ ความคับข้องใจต่ออีกฝ่ายก็เป็นเสียงที่ดังกว่า แต่เมื่อใดที่ผมเลือกจะทำความเข้าใจอีกฝ่าย เช่น เขาก็คงมองว่าเราเป็นตัวร้ายในโลกของเขาเช่นกัน เขาทำแบบนั้นเพราะเขาก็มีสิ่งที่ยึดถือต่างไปจากเรา ในชั่วขณะนั้นความโกรธหรือความคับข้องใจที่ว่าก็แผ่วเบาลงแม้จะไม่ได้หายไปทั้งหมด นี่จึงเป็นอีกภาพหนึ่งของการได้รับความสงบจากเมตตาในรูปแบบนี้
เมตตาในแบบเห็นความเป็นหนึ่งเดียวกัน
วันเวลาผ่านไป เมตตาที่ผมรู้จักไม่ใช่แค่การปรารถนาดีต่อผู้อื่น หรือเข้าอกเข้าใจผู้อื่นเท่านั้น แต่คือการตระหนักว่าสรรพสิ่งทั้งปวงสัมพันธ์กันเป็นระบบเดียว
พ.ศ. 2554 อาจารย์ท่านหนึ่งเคยให้ผมกับเพื่อนร่วมชั้นออกไปยืนที่ระเบียงอาคารเรียน แล้วกลับมาตอบว่า “ทุกสิ่งคืออะไร” 14 ปีผ่านมา ผมคิดว่าพอจะมีคำตอบแล้ว
ครั้งหนึ่งระหว่างสนทนากับพระสงฆ์ชาวฝรั่งเศสเรื่องวิถีของสังฆะที่ปลูกผักไว้ทานกันเอง โดยเขาใช้ปุ๋ยจากมูลมนุษย์ (ผ่านกระบวนการหมักของเขา) ผมถามท่านแบบติดตลกว่า “มูลนั้นราดตรงรากหรือใบ” ท่านหัวเราะแบบที่ดูจะเข้าใจมุขของผมแล้วตอบว่า “จะรากหรือใบก็ไม่ต่างกัน เพราะทุกอย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน”
ผมยังจำได้ว่าตอนนั้นเข้าใจแค่ในระดับความคิด แต่ยังไม่เข้าใจเชิงประสบการณ์ จนวันหนึ่งผมซึ่งรังเกียจแมลงสาบมาก เกิดตระหนักขึ้นว่าสัตว์ชนิดนี้ก็เป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นอย่างมีเหตุผลบางอย่าง แม้ผมไม่รู้ว่าคืออะไร แต่ก็เริ่มรู้สึกถึงสายใยที่เชื่อมโยงกันในฐานะสิ่งมีชีวิตที่พึ่งพาอาศัยกัน ในทางกายภาพผมกับมันอาจแยกจากกัน แต่ในมิติของชีวิตเราเป็นหนึ่งเดียวกัน แม้สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้ผมรักและเอ็นดูแมลงสาบ แต่ทำให้ผมเลือกจะปัดมันแทนการทุบตี (ในบางครั้ง) และหันมาใส่ใจความสะอาดของบ้านมากกว่ารอจัดการเมื่อมันโผล่มา
อีกตัวอย่างหนึ่งคือเวลาที่ผมมองรถบนถนนว่าทุกคันล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคมที่ทุกคนกำลังเคลื่อนที่ไปทำหน้าที่ของตัวเอง เหมือนเม็ดเลือดที่ไหลเวียนหล่อเลี้ยงอวัยวะของร่างกายเดียวกัน การแบ่งทางให้รถอีกฝั่งที่รอกลับรถ ก็เหมือนเม็ดเลือดที่เปิดทางให้กันเพื่อไปหล่อเลี้ยงอวัยวะอื่นได้ทั่ว ๆ เพราะถ้าเลือดไปเลี้ยงเพียงส่วนเดียว ร่างกายก็อยู่ไม่ได้
ลักษณะเด่นของเมตตาในรูปแบบนี้ คือ มันไม่มีความเป็นผู้ให้และผู้รับ สภาวะของความเป็นหนึ่งเดียวกันช่วยให้ผม “เปิดรับ” สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตรงหน้าว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นแมลงที่ไม่ชอบ คนที่ไม่น่ารักกับเรา สถานการณ์ที่กระทบใจ หรือแม้แต่อาการเจ็บป่วยที่กำลังเผชิญ เรามีแนวโน้มที่จะปฏิบัติกับส่วนหนึ่งของเราอย่างอ่อนโยนโดยธรรมชาติเหมือนกับที่เราระมัดระวังดูแลร่างกายของเรา
มุมมองนี้สอดคล้องกับหนังสือ “ไร้พรมแดน” (No Boundary) ของ Ken Wilber ที่ว่า เมื่อเราไม่แบ่งเขตแดน ก็ไร้ศัตรู และปราศจากสงคราม มันอาจฟังดูเป็นอุดมคติ แต่ผมเชื่อว่าเราทุกคนเข้าถึงเมตตาแบบนี้ได้ และคงเคยมีประสบการณ์เช่นนั้นมาแล้วด้วย อาจจะเป็นตอนที่เรายอมรับความเจ็บป่วยของตัวเองโดยไม่รีบร้อนผลักไสแต่ค่อย ๆ ดูแลรักษาไป หรือในวันที่เราพบเรื่องแย่ในที่ทำงาน แล้วเลือกยอมรับโดยไม่แบกเป็นความเครียดกลับบ้านเพื่ออยู่กับครอบครัวให้เต็มที่

บทสรุปของเมตตาในประสบการณ์ของผม
ผมมองว่านอกจากเมตตาจะเป็นไปเพื่อผู้อื่นแล้ว ก็ยังมีด้านที่เป็นไปเพื่อตัวเราเองด้วย ในประสบการณ์ทั้งหมดที่เล่ามา เมตตาสร้างประโยชน์ให้บุคคลนั้นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นความภาคภูมิใจในตนเอง การรับรู้คุณค่า การบรรเทาความโกรธ ความสงบ และความมั่นคงจากการโอบรับประสบการณ์ดีร้ายให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
แม้เมตตาจะไม่ใช่สิ่งที่เราบังคับให้เกิดได้ แต่มันสามารถปรากฏขึ้นได้เมื่อเราฝึกฝนและฟูมฟักผ่านชีวิตของเรา เช่น การพยายามเป็นประโยชน์กับผู้อื่น การรับฟังแบบยึดเอาผู้อื่นเป็นศูนย์กลาง หรือการมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างตัวเรากับสิ่งรอบตัว
แน่นอนว่าเรื่องของใจมักมีความท้าทาย เราอาจไม่สามารถเมตตาได้เสมอไป และในวันที่ไม่อาจเมตตาใครได้ สิ่งแรกที่อาจเริ่มได้ง่ายที่สุด คือเมตตาต่อตัวเราเองโดยการยอมรับความรู้สึกที่มี และไม่คาดคั้นตัวเอง ด้วยความปรารถนาที่ดีต่อตัวเอง เข้าอกเข้าใจ และเป็นหนึ่งเดียวกับตัวเอง



