สายสัมพันธ์หลวม ๆ ช่วยเสริมให้ใจของคนและองค์กรมั่นคง
- กวีไกร ม่วงศิริ

- 4 ก.ค.
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 17 ก.ค.
ความสัมพันธ์ที่ช่วยพยุงใจผู้คนในที่ทำงานอาจไม่จำเป็นต้องเป็นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมเสมอไป แต่เป็นการปฏิสัมพันธ์เล็ก ๆ ระหว่างวันที่เราแทบไม่สังเกตว่ามันมีผลเชิงบวกกับเราอย่างไร บทความนี้จะชวนมาดูสิ่งนี้ไปด้วยกัน
สายสัมพันธ์หลวม ๆ คืออะไร?
แนวคิดนี้ถูกเสนอโดยนักสังคมวิทยาชื่อ มาร์ค กราโนเวตเตอร์ (Mark Granovetter) ในปี 1973 ผ่านงานชื่อ The Strength of Weak Ties ที่ชวนให้ผู้คนมีมุมมองเรื่องความสัมพันธ์ในสังคมที่กว้างและลึกซึ้งขึ้น เขาอธิบายว่าในชีวิตของบุคคลหนึ่งนั้นมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น (Strong Ties) อย่างครอบครัว เพื่อนสนิท หรือทีมที่ใกล้ชิดกันมาก ๆ และยังมีความสัมพันธ์อีกประเภทหนึ่งที่ดูไม่ได้ใกล้ชิดนัก และดูเหมือนไม่ได้สำคัญอะไร เช่น คนที่เราทักกันเวลาชงกาแฟ เพื่อนต่างแผนกที่เคยร่วมโปรเจกต์กัน หรือคนที่เจอกันในลิฟต์แล้วพอคุ้นหน้า สิ่งเหล่านี้เรียกว่า Weak Ties ซึ่งเปรียบเปรยกับการผูกแบบหลวม ๆ ในที่นี้จึงขอเรียกว่า “สายสัมพันธ์แบบหลวม ๆ”
กราโนเวตเตอร์ชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ประเภทนี้มีบทบาทสำคัญต่อการเชื่อมโยงผู้คนในสังคมอย่างมาก เพราะหากผู้คนอยู่แต่ในกลุ่มที่สนิทของตัวเอง ความสัมพันธ์ก็จะค่อย ๆ ปิดตัวกลายเป็นกลุ่มใครกลุ่มมัน แต่สายสัมพันธ์แบบหลวม ๆ จะทำหน้าที่เป็นสะพานที่เชื่อมกลุ่มต่าง ๆ เข้าหากัน ทำให้ข้อมูล มุมมอง และโอกาสใหม่ ๆ ไหลเวียนเข้าถึงผู้คนในสังคมได้มากขึ้น

พื้นที่พักใจในที่ทำงาน
ในบริบทสุขภาพจิตในองค์กร แนวคิดนี้ดูมีความน่าสนใจเนื่องจากหลายครั้งเวลาเราพูดถึงสุขภาพจิตในที่ทำงาน เรามักนึกถึงเรื่องที่เด่นชัด เช่น ภาระงาน ความเครียด หรือความขัดแย้ง แต่ในความเป็นจริงสิ่งเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันก็มีผลต่อใจของผู้คนได้ ความสัมพันธ์แบบหลวม ๆ นี้ก็เช่นกัน
ลองนึกถึงวันที่เราเดินเข้าที่ทำงานแล้วมีคนพยักหน้าทักทายด้วยรอยยิ้ม หรือการได้คุยเล่นสั้น ๆ กับคนต่างแผนกระหว่างต่อคิวซื้อกาแฟ แม้จะเป็นปฏิสัมพันธ์ที่ดูเล็กน้อยแต่สิ่งเหล่านี้อาจช่วยให้เรารู้สึกว่าไม่ได้โดดเดี่ยวและยังเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน
ในอีกด้านหนึ่ง ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมาก ๆ แม้จะมีคุณค่าและอบอุ่นมาก แต่บางครั้งก็อาจมาพร้อมความคาดหวังให้รู้สึกเกรงใจหรือกดดันจนเป็นภาระทางความรู้สึกได้เช่นกัน การมีพื้นที่ของความสัมพันธ์แบบหลวม ๆ จึงอาจช่วยให้ผู้คนได้พักหายใจ ผ่อนคลาย และได้เป็นตัวเองในอีกแบบหนึ่งโดยไม่ต้องแบกรับความเข้มข้นทางอารมณ์อยู่ตลอด
ผลดีที่ส่งต่อถึงองค์กร
นอกจากนี้ ความสัมพันธ์แบบหลวม ๆ อาจส่งผลต่อองค์กรได้อีกด้วย เพราะเมื่อผู้คนรู้จักกันข้ามทีม ข้ามแผนก หรือข้ามกลุ่ม พวกเขามีแนวโน้มที่จะเกิดการแบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์ มีการช่วยเหลือกัน อีกทั้งยังเห็นความเชื่อมโยงระหว่างกันเป็นภาพรวมขององค์กรได้มากขึ้น พวกเขาไม่ได้แยกขาดจากกันและรับรู้ว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ใหญ่กว่า
สิ่งนี้ยังสัมพันธ์กับเรื่องนวัตกรรมและการเติบโตอีกด้วย เพราะหลายครั้งไอเดียใหม่ ๆ อาจไม่ได้เกิดจากคนในทีมเดียวกันคิดกันเองเท่านั้น แต่เกิดจากการที่ผู้คนต่างสาขา ต่างมุมมอง มีโอกาสแลกเปลี่ยนกัน ในกรณีแบบนี้ตัวพนักงานเองก็จะรู้สึกมีชีวิตชีวา เติบโตจากการได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น อีกทั้งยังรู้สึกดีกับการทำงานเพราะได้ขยับขยายไปตามโอกาส ขณะเดียวกันองค์กรก็ได้รับประโยชน์จากปรากฏการณ์นี้เช่นกัน
เมื่อกลุ่มย่อยต่าง ๆ ในองค์กรเชื่อมต่อกันผ่านความสัมพันธ์แบบหลวม ๆ ภาพรวมขององค์กรก็จะมีความเป็นเอกภาพ (Unity) หรือความเป็นหนึ่งเดียวมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากหากเกิดสถานการณ์ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ผู้คนมีแนวโน้มจะเปิดใจเข้าหากันง่ายขึ้นเพราะอย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นคนแปลกหน้าหรือเป็นหน่วยที่แยกขาดจากกัน การดำเนินการที่จำเป็นจึงมีโอกาสราบรื่นไปด้วย
ในทางกลับกัน หากองค์กรเริ่มไม่มีบรรยากาศของความสัมพันธ์แบบนี้ ปราศจากการทักทาย ไม่มีปฏิสัมพันธ์เล็ก ๆ ระหว่างวัน ผู้คนต่างอยู่ในโลกของตัวเอง บรรยากาศที่ดูแห้งแล้งและห่างเหินแบบนี้อาจกำลังส่งสัญญาณของคลื่นใต้น้ำบางอย่าง เช่น ความเหนื่อยล้าสะสม ความรู้สึกโดดเดี่ยว ความขัดแย้งที่ไม่ได้ถูกพูดถึง หรือวัฒนธรรมที่ผู้คนต่างจดจ่ออยู่กับ KPI ของตัวเองจนขาดความเชื่อมโยงกัน
ในกรณีดังกล่าว แม้องค์กรอาจยังดำเนินต่อไปได้แต่หากสภาวะแบบนี้สั่งสมไปเรื่อย ๆ ก็อาจค่อย ๆ กัดกร่อนทั้งสุขภาพใจของผู้คนและความร่วมมือในระยะยาว และกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้

เริ่มต้นสร้างสายสัมพันธ์
ดังนั้น สำหรับบุคคลที่เป็นพนักงานองค์กร อาจเริ่มจากการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เชื่อมต่อกับผู้คนที่หลากหลายมากขึ้น โดยระลึกไว้ว่าความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและหลวม ๆ ต่างก็มีคุณค่าในตัวมันเอง อีกทั้งต่างมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพใจของเราทุกคน
สำหรับองค์กร อาจเริ่มจากการออกแบบพื้นที่และสร้างวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เชื่อมต่อกันเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น กิจกรรมข้ามแผนก พื้นที่ส่วนกลางที่ส่งเสริมให้ผู้คนได้พบเจอและพูดคุยระหว่างวัน หรือการสร้างบรรยากาศที่ทำให้คนรู้สึกว่าการทักทายกันเป็นเรื่องธรรมดาและมีคุณค่า สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้พนักงานเชื่อมต่อกัน และตระหนักว่าแม้ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนเอง แต่ทุกคนก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเดียวกันเสมอ



